บทความฟุตบอล เคอร์ลอน

บทความฟุตบอล เคอร์ลอน อดีตตำนานเด็กเทพเมื่อ 15 ปีที่แล้ว
เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าตัว ปัจจุบันถึงไม่มีบทบาทในวงการซักเท่าไหร่?

บทความฟุตบอล เคอร์ลอน ถือว่าเป็นนักเตะระดับตำนานอย่างแท้จริง แม้ในชีวิตจริงแทบจะไม่มีใครเลยที่สามารถจดจำสโมสรของเขาได้เลย ทั้งการทำประตู หรือแม้แต่ชื่อของเขา แต่ทว่าด้วยทักษะเฉพาะตัวอันโดดเด่นยังคงเป็นสัญลักษณ์ แม้กระทั่ง 15 ปี ต่อมา แฟนบอลที่ยังพอจำได้ก็จะมองไปยังการเลี้ยงบอลอันน่าตื่นตาตื่นใจมากกว่าชื่อของเขา

มันไม่เลวเลยสำหรับผู้เล่นที่ต้องหันหลังให้ฟุตบอลอาชีพก่อนอาชีพ 30 ปี และเข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการบาดเจ็บพอ ๆ กับจำนวนประตูที่เขาทำได้กับทีมชุดใหญ่ ฝีเท้าของ “เคอร์ลอน” ดึงดูดความสนใจจากผู้ชมจากทั่วทุกมุมโลกเป็นครั้งแรกด้วยการทำ 8 ประตู จาก 7 เกม ให้ทีมชาติบราซิลในรายการยู 17 ชิงแชมป์อเมริกาใต้ เมื่อปี 2005 จนพาทีมชาติของตนไปถึงตำแหน่งแชมป์

เขาได้สร้างชื่อร่วมกับ “อันแดร์สัน” ซึ่งอนาคตที่ได้ย้ายไปเล่นกับ “แมนฯ ยูไนเต็ด” ที่ทำไป 5 ประตู ในการแข่งขันเวเนซุเอลา ในขณะที่ “มาร์เซโล่” ตำนานแห่ง “เรอัล มาดริด” ในปัจจุบันคือแบ็กซ้ายของทีมชุดนั้น มันเป็นเวทีที่ทำให้ทั่วโลกได้รู้จักเขาจากทักษะอันสุดเหลือเชื่อที่แสดงออกมา

ด้วยเทคนิคสุดยูนีคที่โด่งดังที่สุดของเจ้าตัว ก็คือการเลี้ยงบอลท่าแมวน้ำ ซึ่งผู้เล่นจะใช้หน้าผากคอนโทรลบอลขณะกำลังวิ่ง นี่เป็นหนึ่งในทักษะอันฉูดฉาดมากที่สุดนั้นทำให้ “เคอร์ลอน” กลายเป็นเป้าหมายเหล่าคู่แข่งขาโหด โดยคลิปส่วนใหญ่ของทักษะเหล่านี้เป็นเครื่องหมายการค้าของเขาจบลงด้วยการที่ “เคอร์ลอน” ถูกทำฟาวล์จากนักเตะฝ่ายตรงข้าม

ชื่อเสียงที่ดังไปทั่วโลกของเขามาจากวิดิโอ ซึ่งมีผู้คนนับล้านแห่ดูผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ในสมัยที่ยังโหลดช้ามาก

บทความฟุตบอล เคอร์ลอน

เขาได้ประเดิมทีมชุดใหญ่ของ “ครูเซโร่” หลังพาบราซิล ชุดยู-17 คว้าแชมป์ระดับทวีป พร้อมกับการถูกยกไปเปรียบเทียบกับ “โรนัลดินโญ่” โดยเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุกที่มีความสามารถตระการตา

แน่นอนว่า มันทำให้เขาต้องย้ายมาลงเตะฟุตบอลยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในปี 2008 กระนั้นมันก็เป็นข้อตกลงที่ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งจะเห็นว่าสองสโมสรแห่ง “เซเรีย อา” อย่าง “อินเตอร์ มิลาน” และ “คิเอ โว่” เป็นเจ้าของ “เคอร์ลอน” ร่วมกัน มันก็เนื่องมาจากปัญหาของจำนวนผู้เล่นนอกสหภาพยุโรปที่มีอยู่ในทัพ “งูใหญ่” นั่นเอง

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่ใครคิด นั่นเขาเริ่มที่จะได้รับบาดเจ็บหัวเข่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งทำให้การเล่นฟุตบอลในลีกยุโรปของเขาต้องชะงักลง กับฤดูกาลประเดิมสนามในดถิ่น “เซเรีย อา” กับ “คิเอโว” ในปี 2008-19 “เคอร์ลอน” ได้ลงสนามแค่ 4 เกม เท่านั้น

เขาใช้เวลา 3 ปี ในฐานะผู้เล่น “อินเตอร์ มิลาน” อย่างเป็นทางการ ในช่วงปี 2009 ถึง 2012 แต่ก็ไม่เคยลงเล่นใน “เซเรีย อา” ให้กับทัพ “งูใหญ่” เลย มันเป็นความจริงที่เห็นได้ชัดนับตั้งแต่วันแรกของเขากับที่นั่น

“โซ่เซ่ มูรินโญ่” เข้ามาเป็นเทรนเนอร์แทน “โรแบร์โต้ มันชินี่” ในซัมเมอร์ ปี 2009 และนั่นคือจุดจบระหว่าง “เคอร์ลอน” กับ “อินเตอร์ มิลาน”

หลังจากนั้นเจ้าตัวถูกปล่อยให้ “อาแจ็กซ์” ยืมตัว ซึ่งเขาได้รับการบอกกล่าวจากสโมสรดัตช์ว่าเขาอาจจะต้องไปเล่นกับทีมสำรอง ก่อนที่เขาจะโดนปัญหาอาการบาดเจ็บหัวเข่าเล่นงานอีกครั้ง จากนั้นก็ใช้เวลากว่า 2 ปี ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับทีมลีกล่างในบราซิล

อย่างไรก็ตาม ด้วยอาการบาดเจ็บ และการแบกชื่อเสียงที่บีบบังคับให้ “อินเตอร์” ปล่อยเขาออกจากทีมในปี 2012 นั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางการใช้ชีวิตแบบไร้สังกัด โดย “เคอร์ลอน” เดินทางไปเล่นที่ญี่ปุ่น , สหรัฐอเมริกา , มอลตา , บราซิล และสโลวาเกีย แต่ก็ได้เล่นบ้างไม่ได้เล่นบ้างเนื่องจากปัญหาเรื่องความฟิต ก่อนจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 2017 ด้วยวัยเพียง 29 ปี

นั่นคือจุดสิ่นสุดของบนสายลูกหนังในชีวิตจริงของ “เด็กเทพ FM”

 

หากนำอาการบาดเจ็บที่เจ้าตัวต้องเจอทั้งหมดมาเจอกันแล้ว เขาได้รับการผ่าตัดรักษาอาการบาดเจ็ยบไปถึง 8 ครั้ง ซึ่ง 6 ในนั้นเกิดขึ้นที่หัวเข่า กว่าทศวรรษที่เขาโดนบรรดากองหลังทำฟาวล์หนัก ๆ ใส่ ซึ่งทำให้ไม่มีเวลาที่จะแสดงอะไรออกมาได้เลย มันส่งผลให้ชายร่างเล็กที่สูงเพียง 5 ฟุต 6 นิ้ว ต้องเสียตัวตนไป

มันไม่ใช่เรื่องแปลกใจเลยที่เขาจะอำลาวงการไปในที่สุด

“เคอร์ลอน” กับครอบครัวของเขาย้ายไปยังอเมริกา ซึ่งปัจจุบันเขาทำงานเป็นกุนซือทีมฟุตบอล พร้อมกับรูปถ่ายลูก ๆ ของเขา และเด็ก ๆ ที่เขาฝึกสอนในอินสตาแกรม คลิปในนั้นยังแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ละทิ้งทักษะของเขาในอดีตไปเลย เจ้าตัวอาจจะไม่ได้ไปถึงในหลาย ๆ เป้าหมายที่ผู้คนต่างคาดหมายจากตัวเขาไว้ แต่เขาก็ยังถือว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในความทรงจำของโลกลูกหนังศตรรษที่ 21

 

ติดตามข่าวสารฟุตบอลไปกับกูรูคาเฟ่ คลิก 

ให้ฟุตบอลเป็นมากกว่ากีฬา
รับทีเด็ดแม่นๆ ส่งตรงจากคอลัมนิสต์ตัวจริง
คลิกเลย @GURUCAFEV2 

https://bit.ly/3pu5Tar