บทความฟุตบอล | ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก 2012

บทความฟุตบอล | ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก 2012
ย้อนลอยส่องนักเตะนัดชิงทั้ง 11 คนจาก “สิงห์บลู”

บทความฟุตบอล | ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก 2012 หลังจากที่ “เชลซี” เปิดศึกถล่ม “ราชาชุดขาว” ไป 2-0 สกอร์รวม 2 นัด ชนะ 3-1 เข้ารอบชิงชนะเลิศ “ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก” ได้สำเร็จ ทำให้เหล่าบรรดาแฟน “สิงห์บลู” ได้นำเส้นทางสำเร็จในครั้งนี้ไปเทียบกับเส้นทางที่ได้คลองแชมป์ในอดีตอย่างการอย่างขัน “ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก” ปี 2012 โดยที่ความสำเร็จของทั้งสองปีนี้เหมือนกันอย่างน่าน่าอัศจรรย์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็มีทั้งการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการกลางคันในฤดูการนั้น หรือจะเป็นกรณีที่ “เชลซี” ได้ผักดันทีมจนคว้าแชมป์ทั้ง 2 รายการจาก “Fa Cup” และแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี่ยนลีกก็ตาม นั่นก็รวมไปถึงการที่เจ้า “สิงห์บลู” สามารถกำจัดทีมยักษ์ใหญ่จากสเปนตกรอบในรอบก่อนชิงชนะเลิศได้อย่างไม่น่าเหลือเชื่อ

เมื่อสิ่งนี้กำลังเป็นที่พูดถึงจากแฟน “เชลซี” เป็นวงกว้าง วันนี้เราก็อยากจะพาทุกท่านไปรู้จักกับชุดนักเตะตัวจริงจาก “เชลซี” ทั้ง 11 แข้ง ที่สามารถทำให้ทีมได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกเป็นครั้งแรกของสโมสรได้สำเร็จ ณ นักเตะเหล่านี้จะเป็นยังไงบ้าง เราไปดูกันเลย!!

 

ผู้รักษาประตูมือกาวระดับโลก “ปีเตอร์ เช็ค”

ปีเตอร์ เช็ค

“ปีเตอร์ เช็ค” นายประตูผู้เป็นตำนานของสโมสร ถ้าจะให้เราพูดว่าเขาคือหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมคว้าแชมป์ในรายการ “ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก” มาครองเป็นครั้งแรกนั่นก็ไม่มีอะไรเกินจริงเลยก็ว่าได้ เนื่องด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม และยังสามารถรักษามาตราฐานของตัวเองเอาไว้ ถ้าหากย้อนไปในช่วงนั้นเราไฮไลต์ที่เป็นประวัติศาสต์ก็คงหนีไม่พ้นฉ็อตเด็ด การป้องกันประตูจากจุดโทษได้ถึง 2 ลูก (การยิงลูกโทษจาก “อาร์เยน รอบเบน” และ “อิริก้า โอริช”) ทำให้เชลซีมีแต้มต่อที่สำคัญและพาทีมคว้าแชมป์ไปครองได้ในที่สุด

หลังจากนั้น “เช็ค” ก็ได้ย้ายมาเป็นนายประตูให้กับ “เซน่อล” ในปี 2015 ก่อนที่ตำนานผู้นี้จะลาวงการไปในปี 2019 และคืนสู่วงการด้วยตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคนิคของ “เชลซี” ทั้งนี้เขายังแนะนำให้ “แฟรง แลมพาร์ด” ผู้ที่อดีตผู้จัดการ ณ ตอนนั้นคว้าตัว “เอดูอาร์ เมนดี้” เข้าสมทบทีม และได้โชว์ฝีเท้าขั้นสุดให้เป็นที่ประจักถึงขั้นพาทีมชิงแชมป์เปี้ยนลีกได้สำเร็จ ในซีซั่นนี้

และกลับมารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคนิกของเชลซี นอกจากนั้นยังเป็นคนที่เสนอให้ แฟรง แลมพาร์ด อดีตผู้จัดการทีมในเวลานั้นเซ็นสัญญาคว้าตัว เอดูอาร์ เมนดี้ มาร่วมทีม ก่อนที่ เมนดี้ จะโชว์ฟอร์มอย่างสุดยอดจนสามารถพาทีมเข้าชิงแชมป์เปียนลีก ได้ในซีซั่นนี้

 

อดีตฟลูแบ๊กขวาทีมชาติโปรตุเกส “โจเซ่ โบซิงวา”

โจเซ่ โบซิงวา

สำหรับเขาผู้นี้ถ้าย้อนกลับไปในช่วงนัดชิงก็ถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นเขาที่ได้โลดแล่นอยู่ในทีม “เชลซี” ซึ่งภายหลังจากคว้าแชมป์ยูฟ่าได้สำเร็จ “โจเซ่” ได้เดินหน้าเข้าทีมร่วมลอนดอนอย่าง “ควีนส์ ปาร์ค เรนเจอร์ส” แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าฟอร์มของเขาจะเล่นได้ไม่ดีเท่าที่ควร และตกชั้นไปในที่สุด

อย่างที่ทราบกันดีว่า “โจเซ่” ได้ลาวงการลูกหนังไปแล้วในช่วงปี 2016 แต่ก่อนหน้านั้นเขาเคยเข้าร่วมเล่นให้กับทีม “แทร็บซอนสปอร์” ทีมดังจากแดนไก่งวง

 

แนวรับจอมเก๋าชาวบราซิล “ดาวิด ลุยซ์”

ดาวิด ลุยซ์

“ดาวิด ลุยซ์” ได้มีลงสนามเป็นตัวจริงเนื่องจากนักเตะอย่าง “จอห์น เทอร์รี่” ผู้ที่เป็นกับตันทีมในตอนนั้นถูกสั่งแบนห้ามทำการแข่งแขน นั่นก็ทำให้ “โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ” อดีตผู้จัดการทีม “เชลซี” ณ ช่วงนั้นเลือกที่จะส่ง “ลุยซ์” ลงเล่นในตำแหน่งศูนย์หลังยืนคู่ “แกรี่ เคฮิลล์” ซึ่งผลพวกเขาสามารถป้องกันการบุกของ “บาเยิร์น” ได้อย่างยอดเยี่ยม

สองปีหลังจากที่เชลซีได้ชัยชนะ “ดาวิด ลุยซ์” ได้ย้ายมาร่วมสมทบทีมดังอย่าง “ปารีส แซ็ง แฌร์แม็ง” เป็นเวลา 2 ปี กลับจะหวนคืนถิ้น “สิงห์บลู” ในปี 2016 และย้ายไปเล่นให้กับทีมอริร่วมกรุงลอนดอนอย่างปืนใหญ่ อาเซน่อล เมื่อซัมเมอร์ปี 2019 จนถึงปัจจุบัน

 

ปราการหลังประจำเชลซี “แกรี่ เคฮิลล์”

แกรี่ เคฮิลล์

เขาคือนักเตะชาวอังกฤษผู้ที่ได้เข้าร่วมกับ “เชลซี” ในช่วงฤดูการ 2011 – 2012 และได้กลายมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญ 1 ในกำลังหลักของทีมในเวลาต่อมา ดีกรีของเขาก็ไม่ธรรมดา นอกจากถ้วยยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกที่เขาสามารถคว้ามาครองได้สำเร็จร่วมกับทีมนั้น ยังมีถ้วยพรีเมียร์ลีก อีก 2 สมัย เอฟเอคัพ 2 สมัย ถ้วยยูโรป้า ลีก 2 สมัย รวมถึงลีกคัพอีก 1 สมัย

จนมาในปี 2019 หลังจากที่เจ้าตัวไม่ได้รับโอกาสมากลงเล่นมากนักในยุคของกุนซือชาวอิตาลีอย่าง เมาริซิโอ ซาร์รี เคฮิลล์จึงตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม คริสตัล พาเลซ และอยู่ค้าแข้งร่วมกับทีมจนถึงปัจจุบัน

 

ตำนานแบ็คซ้ายทีมชาติอังกฤษ “แอชลี่ย์ โคล”

แอชลี่ย์ โคล

หนึ่งในตำนานตำนานฟูลแบ็ก (full-back) อดีตทีมชาติอังกฤษผู้ที่สร้างผลงานให้กับ “เชลซี” มาเป็นเวลานาน “แอชลี่ย์ โคล” และทีมเคยทำให้พี่สิงของเราคว้าแชมป์ได้มากถึง 9 สมัย โดยเขาเลือกที่จะลาทีมเก่าอย่าง “สแตมฟอร์ดบริดจ์” ไปสมทบกับทีม “โรม่า” ทีมดังจากอิตาลี่ ในช่วงปี 2014 ก่อนที่จะเดินทางข้ามทวีปมาร่วมกับทีม “แอลเอ แกแลกซี่” ถึง 3 ปีซ้อน สุดท้ายเขา “ดาร์บี้ เคาน์ตี้” ก็ได้อำลาวงการลูกหนังไปพร้อมกันที่อังกฤษในปี 2019

โคล ได้อำลาวงการไปได้ไม่นาน ด้วยความโหยหาในการแข่งขันหรือว่าอะไรก็ตาม เข้าหวนกลับมาคัมแบล็คสู่อ้อมแขนทีม “สแตมฟอร์ดบริดจ์” อีกครั้ง จากคำเชิญชวนของ “แฟรง แลมพาร์ด” ผู้ให้คำปรึกษาทีม ณ ขณะนั้น เข้ามาร่วมทีมในฐานะโค้ชของทีมเยาวชนและดำรงตำแหน่งลากยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้ “แม้ แลมพาร์ด” จะออกจากการเป็นที่ปรึกษาแล้วก็ตาม

 

ดาวเตะตัวรุกชาวสเปนวัย “แฟรง แลมพาร์ด”

แฟรง แลมพาร์ด

ผู้ที่ได้ยกย่องให้เป็นหนึ่งในตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาตร์ของ “สิงห์บลู” และยังได้รับดาวยิงสูงสุดตลอดกาล (ดาวซัลโว) อย่าง “แฟรง แลมพาร์ด” หลังจากที่ได้ร่วมเตะให้กับทีมมาเป็นเวลา 13 ฤดูการ ถึงอย่างนั้นเขาก็ย้ายไปทีม “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” ในปี 2014 ก่อนที่จะได้ไปเข้าร่วมกับทีมพี่ทีมน้องอย่าง “นิวยอร์ก ซิตี้” ในไปถัดไป และได้ตัดสินใจอำลาวงการลูกหนังในที่สุด

ในปี 2018 “แลมพาร์ด” คัมแบ็ควงการอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้กลับมาในถานะผู้ให้คำปรึกษากับทีมใน “เดอะแชมป์เปี้ยนชิพ” อย่าง “คาร์บี้ เคาน์ตี้” แค่ฤดูการเดียว ก่อนที่เขาจะขอย้ายกลับคืนถิ่นเดิมอย่าง “เชลซี” อีกครั้งในฐานะผู้ให้คำปรึกษาของทีมอีกเช่นเคย ก่อนจะถูกไล่ออกเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

 

ดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2007/2008 “จอห์น โอบี มิเกล”

บทความฟุตบอล | ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก 2012

เขาผู้นี้ก็นับว่าอีกคนหนึ่งที่อยู่ร่วมกับเชลซีมาเป็นเวลานานจนถึงฤดูการที่ 2016/2017 เพราะในภายหลัง “เชลซี” จะไม่ให้เขาได้ไปต่อ “มิเกล” เลยหาโอกาสใหม่จนได้เข้าร่วมกับลีกการแข่งขันในประเทศจีนคู่กับ “เทียนจิน เทนต้า” โดยไม่รับค่าตัวในเดือนมกราปี 2017

ในช่วง 2 ปีหลังจากการเข้าร่วมการแข่งขันในลีกประเทศจีน เขาได้ย้ายไป “มิดเดิ้ลสโบรช์” ในลีกเดอะแชมเปี้ยนชิพ มีการเซ็นสัญญาเพียง 6 เดือนเท่านั้น ก่อนที่ในภายหลังเขาจะไปสมทบร่วมกับ “แทร็บซอนสปอร์” เป็นระยะเวลา 8 เดือน

จนในกลางฤดูการที่ผ่านมา “มิเกล” กลับมาสู่ยุโรปอีกครั้งกับทีม “สโต๊ค ซิตี้” ได้ทำลงเล่น และทำผลงานให้กับทีมยาวถึง 41 นัด

 

แบ็กซ้ายประสบการณ์สูง “ไรอัน เบอร์ทรานด์”

บทความฟุตบอล | ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก 2012

“ไรอัน เบอร์ทรานด์” ในค่ำคืนนั้นเขาได้รับโอกาสให้ลงเล่นเป็นตำจริง ในตำแหน่งแบ็กซ้าย และยังเป็นครั้งแรกที่เขาได้ลงสนามในการแข่งขัน “แชมป์เปี้ยนลีกอีกด้วย” ในช่วงฤดูหนาวปี 2014 เขาได้ย้ายเข้าสบทบทีม “แอสตัน วิลล่า” ด้วยสัญญาการยืมตัวระยะสั้น ในภายหลังได้ย้ายไปร่วมทีม “เซาท์แธมตัน” ด้วยสัญญายืมตัวในช่วงฤดูการ 2014/2015 พร้อมแสดงผลงานให้เป็นที่ประจักจนเข้าตา “เซาแทมป์ตัน” ยืนข้อเสนอซื้อตัวขาดไปในที่สุด

ในตอนนี้ “เบอร์ทรานต์” ก็ยังคงอยู่ในวงการลูกหนังอยู่ร่วมกับทีม “เซนต์แมรีส์” โดยได้ลงสนามรวมทั้งหมด 240 นัด ทำประตูรวมทั้งสิ้น 8 ประตู และอีก 20 แอส์ซิสต์ด้วยกัน

 

ตำนานดาวเตะตัวรุกชาวสเปนวัย “ฆวน มาต้า”

บทความฟุตบอล | ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก 2012

ผู้ที่แฟนบอลทั่วโลกยังคงตรึงตาจนมาถึงทุกวันนี้ ใครจะลืมได้หละกับผลงานอันยอดเยี่ยมของ ตัวรุกชาวสเปน ในช่วงระยะเวลา 3 ปี ที่เข้าได้อยู่ร่วมกับ “เชลซี” เขาได้รับรางวัลที่เขาสมควรได้รับแล้วอย่าง “รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม” ของสโมสรได้ถึง 2 ฤดูการว้อน แถมในตอนนี้เขา “โชเซ มูรินโญ่” ในคำรบที่ 2 ทำให้ชีวิตการค้าแข้งของเขาในรังสแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่นัก

จนถึงคราวที่ตลาดในช่วงฤดูหนาวปี 2014 ได้เปิดขึ้น “มาต้า” เข้าสู่ทีมยักษ์ใหญ่อย่างปีศาจแดง “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ด้วยข้อเสนอราคาค่าตัว 37 ล้านปอนด์ และก็ยังคงเตะให้กับ “แมนยู” จนมาถึงปัจจุบัน ได้ลงสนามรวมทั้งหมด 270 นัด ทำประตูรวมทั้งสิ้น 50 ประตู และอีก 47 แอสซิสต์

 

กองหน้าสัญชาติไอวอรี่ย์ “ซาโลมง กาลู”

บทความฟุตบอล | ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก 2012

ภายหลังจากที่เขาคว้าแชมป์ “ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก” ร่วมกับทีมได้สำเร็จ แต่ก็น่าเสียดายที่ “ซาโลมง กาลู” ก็ถูกปลดประจำการออกจากทีมอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้ง ๆ ที่ในการลงสนามก่อนหน้านี้ฟอร์มการเล่นของเขานั้นถือว่าดีเยี่ยมคนนึงเลยภายในซีซั่นนั้น

หลังจากที่ถูกปลดจากทีม “เชลซี” แล้ว เขาได้ย้ายมาเตะให้กับ “ลีลล์” การย้ายมาครั้งนี้นั้นเขาทำผลงานได้น่าอัศจรรย์ด้วยการลงสนามทั้งหมด 67 นัด ทำประตูไปได้ทั้ง 30 ประตู ตลอด 2 ฤดูการกับทีม หลังจากนั้นเขาก็ได้สมทบกับทีม “แฮร์ธ่า เบอร์ลิน” และฟอร์มของเขาในปัจจุบันก็ยังคงไม่แผ่วลงเลยซักนิด โดยมีสถิติการทำประตูทุก ๆ 3 เกม

 

ยอดหัวหอกจอมถล่มประตู “ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา”

บทความฟุตบอล | ยูฟ่าแชมป์เปียนลีก 2012

ถ้าพูดถึงผู้เล่นใน “เชลซี” ที่ทั้งน่าเกรงขาม ทั้งกวนประสาทก็คงหนีไม่พ้นเจ้าสิงห์โตดำ “ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา” อย่างแน่นอน ชายที่ทำลูกโหม่งได้อย่างแม่นยัง และทำให้ทีมพลิกล็อคชนะในรอบชิงกับ “บาร์เยิร์น มิวนิค” แถมยังเป็นตัวที่คอยทำประตูจากจุดโทษในช่วงสุดท้ายพาเชลซีคว้าแชมป์ไปในที่สุด ถึงขนาดที่เหล่าบรรดาแฟนบอลบางท่านต้องขนานนามให้กับนัดเตะนี้ว่า ” รัตติกาลแห่งป็อกบา” เลยทีเดียว

หลังจากที่ทำผลงานได้อย่างยิ่งใหญ่เจ้าตัวก็ได้อำลากับ “เชลซี” และได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเล่นกับ “เซี่ยงไฮ้ เสิ้นหัว” ในช่วงสั้น ๆ โดยมีโอกาสได้ลงสนามกับอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง “นิโกล่าส์ อเนลก้า” ก่อนที่จะเขาจะหวนคืนถิ่นยุโรป ทีมดังในลีกตุรกี และกลับสู่อ้อมแขนของ “เชลซี” ไปในที่สุด โดยในครั้งนี้เขาได้ลงเล่นในช่วงฤดูการ 2014/2015 ร่วมกับ “มูรินโญ่” เป็นอีกครั้งที่สองคนนี้ได้ร่วมงานกัน ซึ่งหลังจากจบฤดูการนี้ไปแล้ว “ป็อกบา” เดินทางไปเข้าร่วมกับดินแดนแห่งเสรี “อเมริกา” อย่างสโมสร “ทอร์เรย์” และ “ฟีนิกซ์ ไรซิ่ง” ก่อนที่จะอำลาวงการลูกหนังไปในปี 2018 จนในปัจจุบันเขาก็ยังคงมุ่งเน้นทำงานด้านการกุศลเป็นอยู่เหมือนเคย

 

ติดตามข่าวสารฟุตบอลไปกับกูรูคาเฟ่ คลิก 

ให้ฟุตบอลเป็นมากกว่ากีฬา
รับทีเด็ดแม่นๆ ส่งตรงจากคอลัมนิสต์ตัวจริง
คลิกเลย @GURUCAFEV2