บทความฟุตบอล | มาโน่ โพลกิ้ง

บทความฟุตบอล | มาโน่ โพลกิ้ง อดีตโค้ชหลักชื่อดังเข้าคุมทัพชาติไทยลุยแชมป์อาเซี้ยน คัพ

บทความฟุตบอล | มาโน่ โพลกิ้ง อดีตเฮดโค้ชชื่อดังจาก “อาร์มี่ ยูไนเต็ด” และ “ทรูแบงค็อก” ยูไนเต็ด ได้ถูกยืนยันจาก “มาดามแป้ง” แล้วว่านี่คือผู้ที่จะเข้ามาเป็นนายพลคุมทัพคนใหม่แห่งทัพชาติไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมนำทัพลุยศึกอาเซี้ยน คัพที่จะถึงนี้

โดยในหลาย ๆ ฝ่ายได้คาดการณ์ไว้ว่า หาก “โค้ชชาวเยอะร์มัน” ท่านนี้ทำผลงานในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 ช่วงปลายปีนี้ได้ดีแล้วละก็ เขาอาจจะมีสิทธิ์คุมทัพไทยในระยะยาวเลยก็ไม่แน่?! โค้ชวัย 45 ปี รายนี้ ดีกรีของเขาก็ไม่ธรรมดา เพราะเขาอยู่ในแวดวงกีฬาฟุตบอลไทยมาอย่างยาวนาน และได้สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมไว้มากมายในการคุมสโมสรในศึกไทยลีก ที่เราจะเห็นได้ชัดที่สุดก็นจ่าะเป็นสัมยที่เขาคุม “อาร์มี่ ยูไนเต็ด” และ “ทรูแบงค็อก ยูไนเต็ด”

นอกจากนี้กุนซือคนใหม่ทีมชาติไทยรายนี้ ก็มีดีกรีไม่ธรรมดา วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ “มาโน่ โพลกิ้ง” ว่าทำไมเขาถึงเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักแม่ทัพคนไทยให้มากกว่าเดิม เราไปชมกันเลยดีกว่า

อดีตนักเตะทีมรองเยอร์มัน

บทความฟุตบอล | มาโน่ โพลกิ้ง

 

เรามาเริ่มรู้จักกับเขาเลยดีกว่า “มาโน่ โพลกิ้ง” เขาเกิดที่รัฐรีโอ กรันดี โด ซูล ในประเทศบราซิล เขาได้เติมโตและเริ่มฟุตบอลอาชีพครั้งแรกในช่วงที่เขาย้ายมาที่เยอร์มัน โดยสโมสรแรกที่ได้ให้โอกาสนักเตะกองกลางตัวรุกอย่างเขาก็คือ “วีเอฟบี ฟิชเทอ บีเลเฟลด์” ในภายหลังเขาได้ย้ายมาเล่นในลีกรองของประเทศเยอร์มันอย่าง “อาร์มีเนีย บีเลเฟลด์” เมื่อปี 2003 และได้ลงเล่นทั้งหมด 37 เกม ทำประตูรวม 13 ประตู ในฤดูการที่ 2003/2004

หลังจากปี 2004 “มาโน่” เขาได้ย้ายมาสมทบกับทีม “เอสเฟา ดาร์มสตัดท์” นี่คืออีกหนึ่งสโมสรชื่อดางของลีกเยอร์มัน แต่เขาก็ไม่คิดที่จะหยุดเส้นทางนักฟุตบอลไว้เพียงแค่นี้ “มาโน่” ของเราได้เดินทางสู่เส้นทางที่ท้าทายยิ่งกว่านี้บนลีก “โอลิมเปียกอส นิโคเซีย” และ “อาโปเอล นิโคเซีย” แต่เป้าหมายที่มันสูงเกินไปมันทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จดั่งที่ได้คาดหวัง ก่อนเขาจะแขวนสตั๊ดไปในปี 2007 ด้วยวัย 31 ปี

ประสบการณ์ในทีมชาติไทย

บทความฟุตบอล | มาโน่ โพลกิ้ง

หลังจากที่ได้แขวนสตั๊ดได้ไม่นาน “มาโน่” ได้ผันตัวมาเดินเส้นทางของโค้ชแบบเต็มตัว ครั้งแรกในเส้นทางสายโคช้เขาได้เข้ามาเป็นผู้ช่วยกุนซือหลักอย่าง “ฟินฟรีด เชเฟอร์” ในช่วงที่ยังคุมทีม “อัล ไลน์” สโมสรชื่อดังแห่งลีกสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อปี 2008 ตามด้วยทีม “เอฟเค บากู” ในลีกอาเซอร์ไบจาน จนกระทั่งกุนซือหลักอย่าง “เฟเซอร์” ได้เข้ามาคุมทัพชาติไทย เมื่อปี 2012 “มาโน้” ก็ได้ติดตามโค้ชรายนี้เข้ามาในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

แต่ทว่า ณ ช่วงที่โค้ชทั้งสองได้มาคุมทัพชาติไทยได้ไม่นาน ก็ได้แยกย้ายไปในเส้นทางของตนเองเอง โดยที่ “เฟเซอร์” ได้ย้ายไปเป็นจอมทัพให้กับ “เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” ในปี 2013 แต่ “มาโน่” ที่เป็นดั่งมือขวาคู่ใจต้องการที่จะไปเป็นบอสใหญ่ให้กับทีม “อาร์มมี่ยูไนเต็ด” นับว่าเป็นสโมสรแรกเมื่อเดือนตุลาคมปี 2012

สร้างชื่อได้ดีกับ “อาร์มี่” 

การที่เขาได้มาคุมทีม “อาร์มี่ ยูไนเต็ด” นี่คืองานแรกที่เขาได้มาเป็นโค้ชหลักอย่างเต็มตัว แต่ครั้งแรกของเขากลับทำผลงานออกมาได้ดีอย่างผิดคาด เขาได้พาทีมได้อันดับที่ 6 ของการแข่งขัน “ไทยพรีเมียร์ลีก” ฤูดการที่ 2013 นับว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของสโมสรนับตั้งแต่ก่อตั้งมาเลยก็ว่าได้

สำหรับทีม “สุภาพบุรุษวงจักร” ที่ออกศึกภายใต้คำสั่งของแมทัพชาวเยอร์มัน เชื่อสายบราซิล สามารถผลักดันให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ของไทยลีก ณ ตอนนั้นเลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังมีเหล่าบรรดานั่งเตะชั้นแนวหน้าทั้งไทย และต่างประเทศ เข้าสมทบทีมอย่างคับคั่ง เช่น เดงโก คาปราลิ, เออร์เนสโต้ ภูมิภา, นิรุจน์ สุระเสียง, อนุวัฒน์ น้อยชื่นพันธ์, มงคล ทศไกร, ชัยณรงค์ ทาทอง, ธนากรณ์ แดงทอง และ กอรัน เยร์คอวิช ด้วยกองกำลังที่แข็งแกร่ง และการออกคำสั่งที่ยอดเยี่ยมของ “มาโน่” ทำให้ “อาร์มี่” สามารถคว้าอันดับที่ 6 ในฤดูการนั้นมาได้ ด้วยผลงานลงสนาม 32 นัด ชนะ 13 เกม เสมอ 9 เกม ก็ถือว่าเป็นการแจ้งเกิดของโค้ชหลักวัย 37 ปีแบบเต็มตัว

อาร์มี่ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทัพของกุนซือชาวเยอรมัน เชื้อสายบราซิล กลายเป็นทีมที่แข็งแกร่งมากที่สุดทีมหนึ่งของไทยลีก ณ เวลานั้น แถมมีผู้เล่นต่างชาติและนักเตะไทย ระดับแถวหน้าร่วมทีมคับคั่ง ทั้ง เดงโก คาปราลิ, เออร์เนสโต้ ภูมิภา, นิรุจน์ สุระเสียง, อนุวัฒน์ น้อยชื่นพันธ์, มงคล ทศไกร, ชัยณรงค์ ทาทอง, ธนากรณ์ แดงทอง และ กอรัน เยร์คอวิช ด้วยขุมกำลังที่แข็งแกร่งและการทำทีมที่ยอดเยี่ยมของ มาโน่ ทำให้ อาร์มี่ จบฤดูกาล 2013 ในอันดับที่ 6 ของลีก ด้วยผลงานลงสนาม 32 นัด ชนะ 13 เกม เสมอ 9 เกม และแพ้ 10 เกม นับเป็นการแจ้งเกิดฐานะของเฮดโค้ชหนุ่มวัย 37 ปี แบบเต็มตัว

เคยคุมสโมสร “ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด”

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

หลังจากที่เขาได้ทำผลงานกับ “อาร์มมี่ ยูไนเต็ด” และ “สุพรรณบุรี เอฟซี” ไว้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว เขาได้รับโอกาสที่นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเขาเลยก็ว่าได้ เขาได้รับเกียรติให้มาคุมทีมชั้นนำของประเทศไทยอย่าง “ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด” ในเดือนมิถุนายน ปี 2014 พร้อมเป้าหมายสูงสุด นั่นคือการตามล่าถ้วยแชมป์ใบแรกของสโมสร

จะด้วยความสามารถในการคุมทัพของกุนซือ บวกกับการทุ่มทุนสร้างทีมของประธานสโมสรอย่าง ขจร เจียรวนนท์ ทำให้  “แข้งเทพ” ยกระดับกลายเป็นทีมลุ้นแชมป์แบบเต็มตัวในฤดูกาล 2015 ทว่าเมื่อจบซีซั่นดังกล่าวผลงานของทีมกลับไม่เป็นไปแบบที่หลายคนคาดหวัง เมื่อพวกเขาจบแค่เพียงอันดับ 5 เท่านั้น

ในช่วงฤดูการถัดมา “แบงค็อก” ถือว่าเข้าใกล้สู่ความสำเร็จมากที่สุด นับตั้งแต่ที่เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในปี 2009 ผลงานในครั้งนี้สามารถคว้ารองแชมป์มาได้อย่างงดงาม นั่นแสดงให้เห็นว่า “มาโน่” มีฝีมือในการคุมทัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำคะแนนตามหลังแชมป์ลีกอย่าง “เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” แค่เพียง 5 คะแนน เท่านั้น แต่นั่นก็ยังทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ไปเตะฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

ตลอดระยะเวลา 6 ฤดูการที่เขาได้คุม “ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด” พาทีมลงสนามทั้งหมด 221 เกม ชนะ 126 เกม เสมอ 43 เกม และแพ้ 52 เกม จนเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2020 ที่ผ่านมา “มาโน่” ได้แยกทางกับทีม และถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งกับการที่เขาต้องเดินออกจากถิ่น ทรู สเตเดี้ยม แบบไม่มีถ้วยแชมป์ติดมือแม้แต่รายการเดียว

เฮดโค้ชที่อยู่คู่กับไทยลีกนานที่สุด?!

มาโน่

หากท่านใดที่ได้ติดตามวงการฟุตบอลของประเทศไทยอย่าง “ไทยลีก” ก็จะรู้กันดีว่าแทบจะไม่มีโค้ชคนใดเลยที่อยู่กับลีกไทยของเราได้นาน ในแต่ละปีจะมีการสับเปลี่ยนโค้ชรหว่างฤดูการให้เห็นบ่อย แต่นั่นก็ไม่ทำให้ “มาโน่ โพลกิ้ง” ต้องหวั่น เพราะนี่คือโค้ชที่หมากฝีมืออย่างแท้จริง

“มาโน่” มักจะเจอสถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่บ่อย ๆ เมื่อทำงานร่วมกับ “แข้งเทพ” โดยเฉพาะช่วงที่ผลทีมทำผลงานได้ย่ำแย่กว่าเป้าที่วางไว้ แต่ทว่าผู้จัดการทีมชาวเยอร์มันของเรา ก็ยังได้รับความไว้ใจให้คุมทัพต่อไป

ในช่วง 6 ฤดูการที่เขาได้ร่วมงานกับ “ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด” ถึงแม้ผลงานของเขาจะทำได้ดีถึงเพียงใด แต่ในเรื่องของธุรกิจ และการลงทุนกลับสวนทางกับผลงานของเขาอย่างสิ้นเชิง แต่ทว่า “มาโน่” ก็สามารถครองตำแหน่งได้อย่างยาวนาน จนทำให้เขาได้รับฉายา “กุนซือที่คุมทีมนานที่สุดในไทยลีก” ด้วยสถิติการคุมทีม 6 ปี 4 เดือน มันเป็นเรื่องค่อนข้างยาก หากจะให้ผู้จัดการคนไหนมาทำรายสถิตินี้

เกมรุกยิงพลุน เกมรับหลังรั่ว

แบงค็อก ยูไนเต็ด

จะเห็นได้ว่าแม่ทัพใหญ่ของเรา จะถนัดสไตล์เกมลุกเสียมากกว่า ด้วยระบบการเล่นแบบ 3-52 นั่นก็เป็นเหตุทำให้เขาถูกยกให้เป็นโค้ชระดับแนวหน้าของไทยลีก โดยทำสถิติได้ไร้ที่ติถึง 470 ประตู จากการคุมทีม 221 เกม ถึงเขาจะคุมทีมบุกให้เก่งกาจเพียงใด แต่เกมรับของเขากลับไม่ได้เรื่อง และไม่สามารถอุดรอยรั่วได้ตลอดระยะเวลาที่เขาคุมทัพถึง 6 ปี กับ “แข้งเทพ”

ถ้านับจากสถิติแล้ว จะสังเกตุได้ว่า “แบงค็อก ยูไนเต็ด” ภายใต้การออกคำสั่งของ “มาโน่” เสียประตูไปถึง 278 ลูก จากการลงเล่น 221 เกม ถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยนที่ไม่คุ้มเสียเลยก็ว่าได้

ดาวรุ่งที่เขาสร้าง

ในช่วงที่ได้คุมทีม “อาร์มี่ ยูไนเต็ด” ผู้นำทัพของเราได้ผลักดันดาวรุ่งกองกลางตัวตัดเกมอย่าง ” ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร” ให้ขึ้นมาเป็นนักเตะหลักของทีมด้วยอายุเพียง 20 ปี เมื่อฤดูการที่ 2013 และ “ทศวรรษ” ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนสามารถขึ้นมาเป็นทีมชาติไทยชุด U-23 ได้ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นทั้งคู่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งที่ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ในปี 2018

เด็กปั้นอีกคนที่เราไม่พูดถึงไม่ได้นั่นก็ได้เลยก็คือ ” วิศรุต อิ่มอุระ” นักเตะกองกลางพันธ์อึด ซึ่งถูกผลักดันให้มาเป็นนักเตะตัวจริงตั้งแต่อายุยังน้อย และได้สร้างผลงานให้เป็นที่ประจักต่อสายตาผู้ชุม ณ ตอนนั้น นับว่าเป็นนักเตะที่สามารถเข้ามาแทนที่รุ่นพี่ในทีมได้ทีเดียวเชียว จนในตอนนี้ “วิศรุต” ก็ได้กลายมาเป็นแกนหลักคนสำคัญของทีม “ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด”

สำหรับ “ณัฐวุฉิ สุขสุ่ม” ก็เป็นกองหน้าดาวยิงที่ “มาโน่” ได้ปลุกปั้นขึ้นมากับมือเมื่อสมัยคุม “แบงค็อก ยูไนเต็ด” ในช่วงฤดูการที่ผ่านมา เขาได้มอบโอกาสให้แข้งวัยหนุ่มรายนี้ลงสนามเป็นตัวจริงของทีมตั้งแต่ช่วงต้นฤดูการ 2020/2021 ก่อนที่อดีตนักเตะ “เอฟซี โตเกียว U-23” จะสามารถโชว์ความโหดด้วยการทำประตูต่อเนื่อง และสามารถคว้าตำแหน่งรองดาวซันโวนักเตะไทย ในศึกไทยลีก ฤดูกาลแล้ว และไม่แน่ว่าเขาอาจได้ร่วมงานกับเจ้านายเก่าอีกครั้งในนามทีมชาติก็เป็นได้

อนาคตช้างศึก ตัดสินใน 3 เดือน

นับว่าเป็นอีกข่าวที่น่าตื่นเต้นในช่วงนี้เลยก็ว่าได้ หลังได้รับรายงานว่า “มาโน่ โพลกิ้ง” จะเข้ามานำทัพช้างศึก ซึ่งเขาก็ต้องแสดงสปิริตของกุนซือในช่วงเวลา 3 เดือนแห่งศึก “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020” ช่วงปลายปีนี้ ถ้าผลงานออกมาไม่เป็นดั่งที่ฝันนั่นก็อาจจะทำให้เขาเป็นได้เพียงโค้ชชั่วคราวเท่านั้น

การมาเยือน “ช้างศึก” ถือว่าผิดคาดเหล่ากูรูหลายท่านอยู่พอสมควร นั่นก็เพราะว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีข่าวลือออกมาก่อนเลย ทว่าเป็นช่วงเวลาประจวบเหมาะหลังแยกทางกับ “โฮ จิ มินห์ ซิตี้” ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงที่ทีมชาติไทย กำลังมองนายใหญ่คนใหม่ นั่นทำให้เทรนเนอร์วัย 45 ปี ได้รับงานดังกล่าว โดยมี “เซอร์เด็จ” จเด็จ มีลาภ กุนซือมากประสบการณ์ และ “โค้ชหนึ่ง” หนึ่งฤทัย สระทองเวียน เป็นผู้ช่วย

ติดตามข่าวสารฟุตบอลไปกับกูรูคาเฟ่ คลิก 

ให้ฟุตบอลเป็นมากกว่ากีฬา
รับทีเด็ดแม่นๆ ส่งตรงจากคอลัมนิสต์ตัวจริง
คลิกเลย @GURUCAFEV2