บทความฟุตบอล ฟอเรนสต์

บทความฟุตบอล ฟอเรสต์ กับการกลับมาสู่ “พรีเมียร์ลีก” ในรอบ 23 ปี

บทความฟุตบอล ฟอเรนสต์ หายไปจาก “พรีเมียร์ลีก” กว่า 25 ปี หลังจากที่ตกชั้นไปเมื่อปี 1999 ในยุคที่ “รอน แอ็ตกินสัน” คุมทัพอยู่ในขณะนั้น การพลาดท่าเสียประตูด้วยฝีมือของลูกทีมตนเองอย่าง “เลวี่ โคลวิลล์” กำหลัง “ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์” ที่ยืมตัวมากจาก “เชลซี” ส่งผลให้ทีมของ “สตีฟ คูเปอร์” คว้าชัยในเกมนัดชิงชนะเลิศรอบเพลย์ออฟของ “แชมเปี้ยนส์ชิพ” และได้กลับมาเล่นในลีกสูงสุดในที่สุด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีมจาก “น็อตติ้งแฮมไชร์” เผชิญหน้ากับความวุ่นวายไม่มีสิ้นสุด อีกทั้งผู้จัดการทีมที่ผลัดกันมาหมุนเวียนก็ไม่สามารถทำให้พวกเขานั้นสามารถกลับขึ้นมาได้ จนกระทั่งการมของ “สตีฟ คูเปอร์” ที่ใช้เวลาแค่ 8 เดือนเท่านั้น ก็สามารถพาทำในสิ่งนี้ได้สำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ทางเว็บไซต์ Guru Cafe อยากจะพาทุกท่านไปดูกับเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขานั้นกลับมาสู่ “พรีเมียร์ลีก” ได้อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นยังไงบ้างนั้นเราไปติดตามกันต่อดีกว่า

กลัยมาสู่ในจุดที่เคยเป็นอีกครั้ง

บทความฟุตบอล ฟอเรนสต์

“ฟอเรสต์” เริ่มต้นฤดูกาลที่ 2018-19 โดยมี “แ” เป็นผู้จัดการทีมในขณะนั้น ได้ทำผลงานด้วยการแพ้แค่ 2 จาก 20 นัดแรก ก่อนจะเริ่มมาแผ่วในช่วงเดือนธันวาคม แต่จากนั้นก็มาขอยกเลิกสัญญาในเดือนมกราคม หลังคุมทีมเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น

“มาร์ติน โอนีลล์” นักเตะระดับตำนานของทัพ “เจ้าป่า” ในยุค “ไบรอัน คลัฟ” พาทีมครองแชมป์ทั้งในอังกฤษ และระดับทวีปช่วงปลายยุค 70s ได้เข้ามาแทนที่ “การันก้า” แต่ผลงานโดยรวมก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิมนัก จนจบอันดับที่ 9

ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้โอกาสในการคุมทีมต่อ แต่มีรายงานว่า “โอนีลล์” สูญเสียอำนาจในการคุมทีมในห้องแต่งตัวไปแล้ว และสุดท้ายทางบอร์ดบริหารของทีมก็เลือกปลดเขาหลังทำงานคุมทีมในถิ่น “ซิตี้ กราวด์” ได้เพียง 5 เดือนเท่านั้น

“ซาบรี ลามูชี่” อดีตแข้งทีมชาติฝรั่งเศส ที่แฟนบอลส่วนใหญ่ในเกาะอังกฤษไม่ค่อยได้รู้จักนัก ได้เข้ามาคุมทีมเพื่อกอบกู้ให้ทัพ “เจ้าป่า” ในฤดูกาล 2019-2020 กลับมาอีกครั้ง ทั้งยังเกือบพาทีมทำอันดับไปเล่นเพลย์ออฟได้ในรอบ 10 ปีอีกด้วย แต่ก็ต้องมาสะดุดพ่ายต่อ “บาร์นสลี่ย์” และ “โสต๊ค ซิตี้” ตามลำดับทำให้ทีมจบแค่อันดับที่ 7 เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องดี ๆ ก็ยังมี เพราะ “ลามูชี่” กลายเป็นกุนซือของ “ฟอเรนต์” คนแรกที่คุมทีมจนจบฤดูกาลในรอบเกือบทศวรรษ

แต่สุดท้ายก็เข้าสูตรเดิม คือ ทีมจาก “น็อตติ้งแฮมไชร์” กลับมาฟอร์มน้ำเหลวอีกครั้งในฤดูกาลถัดมา จนทำให้ ผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสรายนี้ถูกปลดจากตำแหน่งในเดือนตุลาคม ก่อนที่ “คริส ฮิวจ์ตัน” จะเข้ามารับช่วงต่อ และดีกรีในการพา “นิวคาสเซิล” หรือ “ไบรท์ตัน” เลื่อนขั้นไปเล่นใน “พรีเมียร์ลีก” มาแล้ว นี่ทำให้เป็นการแต่งตั้งกุนซือรายใหม่ที่เหมาะสมที่สุดแล้วในตอนนั้น

ทว่าฟุตบอลในลีกสูงสุดอย่างนี้มันไม่ได้ง่ายนัก เมื่อ “ฮิวจ์ตัน” พาทีมเสมอไปถึง 16 นัดจาก 42 เกม ถึงแม้ว่าพวกเขาจะย่ำแย่จนตกไปอยู่ในโซนตกชั้น แต่มันก็ยังห่างไกลจากการไปเล่นเพลย์ออฟเช่นกัน กับการจบอันดับที่ 17 ห่างจาก “บอร์นมัธ” อันดับ 6 ถึง 25 แต้ม

กว่า 23 ปีที่เฝ้ารอ

บทความฟุตบอล ฟอเรนสต์

“ฮิวจ์ตัน” ยังได้โอกาสจากบอร์ดบริหารให้คุมทัพต่อไปในฤดูกาล 2021-2022 แต่ทีมก็ไม่สามารถชนะใครได้เลยใน 7 นัดแรกติดต่อกันในลีก ก็เพียงพอที่จะทำให้สโมสรตัดสินใจเปลี่ยนกุนซืออีกครั้ง ก่อนหันไปเลือก “สตีฟ คูเปอร์” ที่ในขณะนั้นทำการแยกทางกับ “สวอนซี” เข้ามาทำหน้าที่ในถิ่น “ซิตี้ กราวด์” เป็นเวลา 2 ปี

“คูเปอร์” เข้ามาสร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงให้กับทีม “เจ้าป่า” ทันที ด้วยการพาทีมไปแพ้เพียง 1 นัดเท่านั้น จาก 14 เกมแรกที่คุม พร้อมพาทีมขึ้นไปรั้งอันดับโซนบนของตารางในช่วงกลางเดือนธันวาคม พร้อมส่วนอื่น ๆ ก็ยกระดับตามไปด้วย ทั้งประตูที่เกิดขึ้น หรือการครองบอลเฉลี่ยนที่ 50.2% ติด 10 อันดับแรกในลีก

แม้ทีมไม่ได้หล่นจากครึ่งตารางบนเลยนับตั้งแต่นั้น แต่ “กุนซือชาวเวลส์” ก็ต้องใช้เวลาจนถึงเดือนเมษายน กว่าจะทีมเข้าไปทำอันดับลุ้นไปเล่นเพลย์ออฟแบบเต็มตัว และทะยานขึ้นไปแบบไม่หันกลับไปมองข้างหลังอีกต่อไป

“ฟอเรนต์” เก็บไปกว่า 21 แต้ม จาก 24 แต้มเต็มในเดือนนั้น ยิงไป 19 ประตู และเสียเพียง 2 ลูกเท่านั้น ทำให้พวกเขากลับมารั้งอันดับท่ 2 เป็นเวลาราว ๆ 11 ชั่วโฒง แต่ว่าก็ต้องพ่ายต่อ “บอร์นมัธ” ด้วยสกอร์ 0-1 ในต้นเดือน พฤษภาคม ทำให้อันดับของทีมตกลงมา แต่สุดท้ายก็ยังนิ่งพอที่จะจบอันดับ 4 เพื่อไปลุ้นเลื่อนขั้นต่อไปมารอบเพลย์ออฟ

“เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด” คือคู่แข่งของทีม “เจ้าป่า” ในรอบตัดเชือก ซึ่งตอนแรกก็เหมือนจะผ่านไปได้แบบไม่มีปัญหาใด ๆ เมื่อบุกไปนำ 2-0 ถึง “บรามอลล์ เลน” แต่การที่ “แซนเดอร์ เบิร์ก” ยิงประตูตีไข่แตกให้ทีม “ดาบคู่” ยังมีหวังในการไปเล่นที่ “เวมลี่ย์”

เกมเลกสองที่ “ซิตี้ กราวด์” เขาได้พาทีมขึ้นไปนำไปก่อน แต่ “เชพฯ ยูไนเต็โ” ก็ฮึดสู้ขึ้นมาตีเสมอได้จาก “มอร์แกน กิ๊บ ไวท์” และ “จอห์น เฟล็ก” ทำให้ต้องไปลุ้นกันในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่ก็ต้องลากยาวไปถึงช่วงยิงจุดโทษ เนื่องจกาไม่มีใครสามารถทำประตูเพิ่มได้เลย

ทว่าการที่ “กิ๊บส์ ไวท์” ยิงพลาด ส่งผลให้ทัพของ “คูเปอร์” ได้เข้าไปเล่นในนัดชิงที่ “เวมบลี่ย์” โดยพบกับ “ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์” อีกทีมตัวเต็งเลื่อนขั้นเช่นกัน

เกมนั้นมีประตูเกิดขึ้นแค่ลูกเดียวเท่านั้น ในจังหวะที่ “เจมส์ การ์เนอร์” กึ่งยิงกึ่งผ่านเข้าไปให้ “ไรอัน เยตส์” ในกรอบเขตโทษ ถึแม้ว่า “เลวี่ โควิลล์” พยายามที่จะสกัดกั้นแล้วก็ตาม แต่เจ้าตัวก็เข้าผิดเหลี่ยมจนบอลเข้าประตูไปต่อหน้าแฟนบอลทีม “เจ้าตูบ. ที่ยืนเชียร์อยู่ข้างสนาม

และการที่ทีม “ฮัตเดอร์สฟิลด์” ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้ ทำให้ “ฟาเรสต์” สามารถคว้าชัยไปได้ด้วยสกอร์ 1-0 และคว้าแชมป์ในรอบเพลย์ออฟของ “แชมเปี้ยนส์ชีพ” ไปโดยปริยาย

และสิ่งที่มากไปกว่านั้น คือ แฟนบอล “เจ้าป่า” จะได้เห็นทีมรักกลับมาเล่นใน “พรีเมยีร์ลีก” อีกครั้ง หลังจากต้องอดทนรอมานานกว่า 23 ปี และไม่ว่าอนาคตในฤดูกาลหน้าจะเป็นอย่างไร แต่นี่ก็จะเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่น่าจดจำอย่างแน่นอน

 

ติดตามข่าวสารฟุตบอลไปกับกูรูคาเฟ่ คลิก 

ให้ฟุตบอลเป็นมากกว่ากีฬา

รับทีเด็ดแม่นๆ ส่งตรงจากคอลัมนิสต์ตัวจริง
คลิกเลย @GURUCAFEV2 

https://bit.ly/3pu5Tar