ก่อนที่บีจีจะสมหวังกับแชมป์ไทยลีกในฤดูกาลนี้ พวกเขาต้องเรียนรู้ผ่านความผิดหวังครั้งใหญ่มาแล้ว

บีจี ปทุม ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ไทยลีกฤดูกาลนี้อย่างยิ่งใหญ่ นี่เป็นแชมป์ไทยลีกสมัยแรกของสโมสร นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อจาก ธนาคารกรุงไทย มาเป็น บางกอกกล๊าส เอฟซี ก่อนที่จะเปลี่ยนอีกครั้งเป็น บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน นอกจากนี้พวกเขายังเป็นทีมที่คว้าแชมป์ได้เร็วสุดในประวัติศาสตร์ หลังได้แชมป์ก่อนจบฤดูกาลถึง 6 นัด ทำลายสถิติเดิมที่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยทำไว้ในปี 2011 ที่ได้แชมป์ก่อนจบฤดูกาล 4 นัด ในบรรยากาศที่กำลังมีความสุขกับแชมป์ในฤดูกาลนี้นั้น เราขอพาย้อนกลับไปในปี 2018 ฤดูกาลที่เรียกได้ว่าน่าผิดหวังที่สุดของบีจี ก่อนที่ความผิดหวังในฤดูกาลนั้น จะทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และก้าวมาคว้าแชมป์ในที่สุด

ในฤดูกาล 2018 บีจีที่ตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า บางกอกกล๊าส เอฟซี มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เริ่มจากสนามเหย้า ลีโอ สเตเดี้ยม ที่เปลี่ยนจากหญ้าเทียมมาเป็นหญ้าจริง เปลี่ยนโลโก้ทีมและสีประจำทีมจากสีเขียวมาเป็นสีน้ำเงิน นอกจากนี้พวกเขายังทุ่มเงินจำนวนมากในการเสริมทีม ทั้ง เฟรเดริก เมนดี้ กองหน้าชาวกีนีที่สูงถึง 191 เซนติเมตร มาจาก เจจู ยูไนเต็ด ทีมในลีกสูงสุดเกาหลีใต้ มาริโอ ยูรอฟสกี้ กองกลางจาก แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่ผ่านการเล่นในไทยลีกมานาน แต่ดีลที่สร้างความฮือฮามากที่สุดของบีจีคงหนีไม่พ้นการทุ่มเงิน 30 ล้านบาทดึงตัว ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กองกลางทีมชาติไทยมาจาก สิงห์ เชียงราย เมื่อรวมกับนักเตะเดิมที่มีอยู่แล้วทั้ง แมทธิว สมิธ ดาเนียล การ์เซีย โรดริเกวซ(โตติ) พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ และ สุรชาติ สารีพิมพ์ ทำให้พวกเขามั่นใจว่าทีมชุดนี้แข็งแกร่งพอที่จะคว้าแชมป์ได้สัก 1 รายการ ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ลีกหรือบอลถ้วย รวมถึงการคว้าตั๋วไปเล่น เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย ส่วนหัวหน้าผู้ฝึกสอนบีจีได้ดัน โจเซฟ เฟร์เรร์ ที่ฤดูกาล 2017 เป็นผู้ช่วยโค้ชให้มารับตำแหน่งกุนซือใหญ่ เฟร์เรร์ เองก่อนมาทำงานที่บีจีก็เคยเป็นผอ.อะคาเดมี่ของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รวมถึงเคยเป็นกุนซือใหญ่ของ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ในปี 2015 มาแล้ว ดังนั้นเขารู้จักฟุตบอลไทยเป็นอย่างดี

ในงานเปิดตัวสโมสรฤดูกาล 2018 บีจีมาภายใต้แนวคิด Las Maquinas azules หรือเครื่องจักรสีน้ำเงิน บลูแมชชีน โดย ศุภสิน ลีลาฤทธิ์ รองประธานสโมสรได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงเหตุผลที่ทุ่มเงินทำทีมในฤดูกาลนี้ ก็เพราะว่าที่ผ่านมา บีจี มักจะถูกแฟนบอลบางส่วนสงสัยในความจริงจังของทีม บางคนก็แซวว่า บีจี เป็นทีมที่เล่นบอลเพื่อสุขภาพเฉยๆไม่ได้หวังความสำเร็จอะไร ซึ่งประธานสโมสรอย่าง ปวิณ ภิรมย์ภักดี ก็รับฟังแฟนบอลและคิดว่าถึงเวลาที่ทีมต้องลงทุนแล้ว จึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาทุมเงินซื้อตัว ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ มาร่วมทีม “ต้องขอบคุณท่านประธานครับที่รับฟังความคิดเห็นของแฟนบอล และก็มีแฟนบอลบางส่วนสงสัยว่าทำไมเราเล่นบอลเพื่อสุขภาพ ทำไมบีจีไม่ทุ่มเทและเอาจริงเอาจัง ผมจึงต้องขอเรียนกว่าทุกเม็ดทุกบาททุกสตางค์ที่เราลงทุนมีความหมายทั้งนั้น เพราะฉะนั้นตอนนี้เราจึงมองว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องลงทุนเราก็ต้องลงทุน จึงเป็นที่มาของการได้ตัวนิวเข้ามา” นอกจากนี้ ศุภสิน ลีลาฤทธิ์ ยังเชื่อว่าทีมจะได้แชมป์สัก 1 รายการแน่ๆ เพราะจากสถิติที่ผ่านมาทีมจะได้แชมป์ทุก 4 ปี “ปีนี้เรามีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สี, โลโก้ และสนามแข่งขัน ผมเชื่อว่าแฟนบอลของเราคือกลุ่มที่ติดตามทีมมาตั้งแต่แรก และรู้ว่าปี 2010 เราคว้าแชมป์สิงคโปร์ คัพ ส่วนปี 2014 เราได้แชมป์เอฟเอ คัพ ซึ่งผมเชื่อว่าทุกๆ 4 ปีจะเกิดอะไรดีๆกับสโมสรอีกครั้งอย่างแน่นอน” ด้วยปัจจัยต่างๆทั้งความจริงจังของผู้บริหารทีม การได้นักเตะที่มีดีกรีมาร่วมทีม รวมถึงความเชื่อที่ว่าทีมจะได้แชมป์ทุก 4 ปี ทำให้บีจีมั่นใจว่าฤดูกาล 2018 พวกเขาจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

แต่แล้วความจริงที่บีจีต้องเจอก็สวนทางกับความคาดหวังของพวกเขามาก 3 เกมแรกของฤดูกาลพวกเขาไม่สามารถยิงประตูใส่คู่แข่งได้เลย แม้ว่า 2 เกมต่อมาพวกเขาจะเปิดบ้านชนะ การท่าเรือ และบุกไปชนะ ชลบุรี เอฟซี ด้วยสกอร์ 2-0 เหมือนกัน แต่การแพ้คาบ้าน 2 นัดติดให้กับ พีที ประจวบ 4-3 และ พัทยา ยูไนเต็ด 1-0 ก็เป็นผลงานที่แย่เกินจะรับได้ ทำให้ทางสโมสรประกาศแยกทางกับ โจเซฟ เฟร์เรร์ และแต่งตั้ง อำนาจ แก้วเขียว ผู้ช่วยโค้ชให้ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าผู้ฝึกสอน ซึ่งตอนแรก อำนาจ แก้วเขียว ก็ดูจะทำหน้าที่ได้ดี เกมแรกเขาพาทีมบุกไปเสมอ เมืองทอง ยูไนเต็ด 2-2 ก่อนที่เกมต่อมาจะเปิดบ้านเอาชนะ โปลิศ เทโร 4-1 แต่หลังจากนั้นทีมก็ทำผลงานได้แย่อีกครั้ง 4 เกมต่อมาพวกเขา เสมอ 1 แพ้ 3 โดยหนึ่งในนั้นเป็นเกมที่โดน ชัยนาท ฮอร์นบิล บุกมาถล่มถึงถิ่น 5-2

ฤดูกาล 2018 มีทีมที่ต้องตกชั้น 5 ทีม และจากผลงานที่ย่ำแย่ตั้งแต่ต้นฤดูกาลทำให้บีจีอยู่ในทีมที่เสี่ยงจะตกชั้นมาตลอด เมื่อสถานการณ์ของทีมยังไม่ดีขึ้น พวกเขาจึงต้องเปลี่ยนแปลงกุนซืออีกครั้ง และก็เป็น โค้ชจุ่น อนุรักษ์ ศรีเกิด ที่ถูกดึงตัวมาจาก ขอนแก่น เอฟซี ให้มากู้วิกฤตทีมอีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้เคยคุมทีมมาแล้ว 3 ครั้ง และเคยพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 2014 มาแล้ว ซึ่งโค้ชจุ่นก็ยืนยันว่าเขาจะต้องทำให้บีจีอยู่รอดในไทยลีกให้ได้ “ทีมเราจะตกลงไป ที2 ไม่ได้ เรามีระบบการจัดการที่อยู่ในระดับสูง ทุกคนต้องช่วยกัน ผมเองคงช่วยได้แค่ในระดับหนึ่ง ผมมาครั้งนี้ ไม่มีอะไรจะเสีย บอกได้คำเดียวว่า ผมจะเอาบีจีอยู่รอดให้ได้” โค้ชจุ่นให้สัมภาษณ์ในวันแรกที่กลับมาคุมบีจีอีกครั้ง นอกจากเปลี่ยนโค้ชแล้วในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเลกสอง พวกเขาก็เสริมทีมแบบจัดหนักอีกครั้ง โดยพวกเขาถอดชื่อ เฟรเดริก เมนดี้ และ มาริโอ ยูรอฟสกี้ ออกจากทะเบียนนักเตะไทยลีก และดึงตัว อาเรียล โรดริเกวซ กลับมาอยู่กับทีมอีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้เจ้าตัวย้ายทีมแบบยืมตัวไปเล่นกับ เดปอร์ติโบ ซาปริสซ่า ทีมในลีกคอสตาริก้า เพราะต้องการให้กุนซือทีมชาติคอสตาริก้าเห็นฟอร์มของตัวเอง แต่เมื่อไม่มีชื่อไปลุยฟุตบอลโลก 2018 และหมดสัญญายืมตัวพอดี เจ้าตัวจึงกลับมาอยู่กับบีจีอีกครั้ง ส่วนต่างชาติอีกหนึ่งคนบีจีได้ยืมตัว ดาวิด บาล่า กองหน้าชาวบราซิล ที่ตามโค้ชจุ่นมาจาก ขอนแก่น เอฟซี ส่วนนักเตะไทยบีจีได้ยืมตัว อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ มาจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งเคยร่วมงานกับโค้ชจุ่นมาแล้วในทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี และสร้างความฮือฮาอีกครั้งกับการคว้าตัว ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กองกลางทีมชาติไทยมาจาก สิงห์ เชียงราย แม้เจ้าตัวจะยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ 100% แต่บีจีก็มั่นใจว่าเมื่อหายเจ็บแล้ว เขาจะเป็นนักเตะกำลังสำคัญของทีม

แต่บีจีภายใต้การคุมทีมของโค้ชจุ่นก็ยังมีฟอร์มที่ไม่ได้ดีนัก 4 เกมแรกภายใต้โค้ชจุ่น พวกเขาชนะ 2 เสมอ 2 ดูเหมือนว่าทีมเริ่มมีหวังขึ้นมา แต่แล้ว 3 เกมต่อมาพวกเขาแพ้รวด แม้ในเกมต่อมาจะโชว์ฟอร์มสุดยอดด้วยการเปิดบ้านถล่ม ชลบุรี เอฟซี 7-4 แต่หลังจากนั้นก็บุกไปแพ้ พีที ประจวบ 0-1 ฟอร์มของพวกเขาไม่สม่ำเสมอเลย ซึ่งโค้ชง้วน สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ผู้อำนวยการสโมสรได้พูดถึงฟอร์มของบีจีในงานแถลงข่าวก่อนเกมกับ พีที ประจวบ ว่า “สภาพทีมตอนนี้ เราไม่พร้อมตั้งแต่ต้นฤดูกาลแล้ว ปรับไป ปรับมา เปลี่ยนผู้เล่นก็แล้ว เปลี่ยนแท็คติกก็แล้ว แต่ยังหาจังหวะที่ลงตัวไม่ได้สักที ปรับมาจนจบฤดูกาลแล้ว ยัง 3 วันดี 4 วันไข้” ดูแล้วบีจีก็เป็นอย่างนี้จนจบฤดูกาลจริงๆ แม้หลังเกมที่แพ้ พีที ประจวบ พวกเขาจะเริ่มทำผลงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม พวกเขาเก็บชัยชนะได้ 3 เกมรวด และก็ยังรักษาฟอร์มที่ดีมาได้เรื่อยๆ จนในช่วงต้นเดือนกันยายนพวกเขาสามารถขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 10 ดูแล้วน่าจะรอดตกชั้นได้ไม่ยาก แต่ก็อย่างที่โค้ชง้วนได้บอกไว้ว่าฟอร์มของบีจีนั้น 3 วันดี 4 วันไข้ ใน 3 เกมสุดท้ายของฤดูกาลที่จะตัดสินว่าพวกเขาจะรอดตกชั้นหรือไม่ เกมแรกออกไปเยือน สุพรรณบุรี เอฟซี และสองเกมสุดท้ายเล่นในบ้านพบกับ อุบล ยูเอ็มที และ นครราชสีมา มาสด้า เกมที่ออกไปเยือน สุพรรณบุรี เอฟซี พวกเขาแพ้ไป 0-2 เกมต่อมาที่เล่นในบ้านกับ อุบล ยูเอ็มที พวกเขาทำได้แค่เสมอ 1-1 ทำให้ต้องไปลุ้นหนีตายในเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่จะเล่นในบ้านพบกับ นครราชสีมา มาสด้า ซึ่งขอแค่มีแต้มในเกมนี้ไม่ว่าจะ 1 หรือ 3 แต้มก็พอสำหรับรอดตกชั้นแล้ว สถิติที่บีจีเปิดบ้านพบกับ นครราชสีมา มาสด้า ก่อนหน้านี้พวกเขาชนะรวด ปี 2015 ชนะ 3-1, ปี 2016 ชนะ 2-1 และปี 2017 ชนะ 1-0 แถมก่อนที่จะมาพบกับบีจี นครราชสีมา มาสด้า ก็ไม่ชนะในเกมลีกมา 4 เกมติดแล้ว ดูแล้วบีจีมีโอกาสที่จะรอดตกชั้นสูง

แต่แล้วเมื่อเกมเริ่มขึ้นทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น แม้บีจีได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ก่อนในนาทีที่ 31 ธนบูรณ์ เกศารัตน์ พยายามเปิดบอลเข้ากลางเขตโทษ บอลถึง สุรชาติ สารีพิมพ์ ที่แปะต่อให้ โตติ ก่อนที่เขาจะยิงเข้าไปไม่พลาด แต่บีจีก็มาโดนตีเสมอ 1-1 อย่างรวดเร็วในนาทีที่ 35 นฤพล อารมณ์สวะ เปิดลูกฟรีคิกเข้าไปกลางประตู กรพัฒน์ นารีจันทร์ ออกมาตัดบอลพลาด บอลมาถึง เอกนัฏฐ์ คงเกตุ ได้ซัดเข้าประตูไป แล้วสถานการณ์ก็มาแย่ลงไปอีก ในนาทีที่ 40 บีจีต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ไปทำฟาวล์สกัดขา เลอันโดร อัสซัมเซา ที่กำลังเลี้ยงบอลเข้ากรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินให้ใบแดงไล่เขาออกจากสนาม และต่อเนื่องจากจังหวะนั้น นาทีที่ 41 เลอันโดร อัสซัมเซา ยิงฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ บอลเสียบเสาแรกเข้าไป ทำให้ นครราชสีมา มาสด้า ขึ้นนำ 2-1 หลังจากนั้นแม้บีจีจะพยายามบุกเพื่อทำประตูตีเสมอแต่ก็ไม่สำเร็จ จบเกม บีจีแพ้คาบ้านให้กับ นครราชสีมา มาสด้า 2-1 เป็นทีมสุดท้ายที่ตกชั้นสู่ ที2 หลังจบเกมบรรยากาศในสนามทั้งนักเตะ แฟนบอล โค้ชและทีมงานของบีจีทุกคนต่างก็เสียใจที่ทีมต้องตกชั้น บางคนก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว จากที่หวังในต้นฤดูกาลว่าทีมของพวกเขาสามารถที่จะลุ้นแชมป์ได้ แต่สุดท้ายพวกเขากลับต้องตกชั้น “ผิดหวังครับที่ทำให้สโมสรที่มีบุญคุณกับเรามหาศาลต้องตกชั้น ผมพูดอะไรไม่ออกจริงๆ เราพยายามบุกเพื่อเอาประตู แต่จังหวะต่างๆ มันผิดไปหมด ไม่ต้องโทษดวงหรือโทษใครครับ มันอยู่ที่ตัวเราเอง” โค้ชจุ่นได้ให้สัมภาษณ์หลังจบเกม “ผมน่าจะทำให้สถานการณ์ทีมดีขึ้นกว่านี้ หลังจากขึ้นนำ แต่เราก็ไม่สามารถรักษาสมดุลได้ เราเป็นแบบนี้มานานแล้ว จนนัดสุดท้าย นี่เป็นจุดอ่อนของเราจริงๆ ศรัทธาทีมกำลังจะกลับมา แต่เราก็ทำให้พังสลายไปในวันนี้ ผิดหวังจริงๆครับ”

จากตอนต้นฤดูกาลที่บีจีหวังว่าจะลุ้นแชมป์ลีกและคว้าบอลถ้วยสักรายการ สุดท้ายเมื่อจบฤดูกาลพวกเขาต้องตกชั้น ในบอลถ้วย เอฟเอ คัพ พวกเขาตกรอบ 32 ทีม ส่วน ลีกคัพ แม้จะได้เข้าชิง แต่ก็แพ้ให้กับ สิงห์ เชียงราย ไป 1-0 แม้จะเจ็บปวดและผิดหวังแค่ไหน แต่ผู้บริหารของบีจีก็ไม่จมอยู่กับความผิดหวัง พวกเขาเริ่มเดินหน้าสู้ต่ออย่างรวดเร็ว หลังจบนัดชิง ลีกคัพ สองวัน โค้ชจุ่นก็ได้ลาทีมไปหลังจากที่สัญญาของเขากับทีมหมดลงหลังจบฤดูกาล 2018 และหลังจากนั้นเพียงสองวัน บีจีก็ได้ประกาศแต่งตั้ง โค้ชโอ่ง ดุสิต เฉลิมแสน ให้เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ของทีมในการลงเล่น ที2 ซึ่งโค้ชโอ่งก็เพิ่งพา ตราด เอฟซี เลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นไทยลีกมาแล้วในฤดูกาล 2018 และเสริมทีมด้วยนักเตะคุณภาพอย่าง ฉัตรชัย บุตรพรม ผู้รักษาประตูดีกรีทีมชาติไทย อิร์ฟาน ฟานดี้ นักเตะดีกรีทีมชาติสิงคโปร์ บาร์รอส ทาร์เดลี่ ดาวซัลโว ที2 ฤดูกาล 2018 ที่เคยร่วมงานกับโค้ชโอ่งมาแล้วที่ ตราด เอฟซี นอกจากนี้พวกเขาได้เปลี่ยนชื่อทีมเป็น บีจี ปทุม ยูไนเต็ด และได้เปลี่ยนโลโก้สโมสรด้วย เป้าหมายของพวกเขาใน ที2 ฤดูกาล 2019 มีสิ่งเดียวเท่านั้นคือเลื่อนชั้นกลับสู่ไทยลีกให้ได้ พวกเขาเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการเก็บชัยชนะ 5 เกมรวด และนับตั้งแต่เกมที่ 9 จนถึงจบฤดูกาลพวกเขาไม่เคยหล่นจากตำแหน่งจ่าฝูง ที2 เลย จนสามารถเลื่อนชั้นกลับขึ้นสู่ไทยลีกในฐานะแชมป์ ที2 ได้สำเร็จ และสานต่อฟอร์มที่ยอดเยี่ยมต่อเนื่องในไทยลีกฤดูกาลนี้จนคว้าแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่

ถ้าถามว่าการตกชั้นในปี 2018 ได้ให้บทเรียนอะไรกับบีจีบ้าง และพวกเขานำบทเรียนนั้นมาปรับอย่างไรจนทำให้ทีมคว้าแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ในฤดูกาลนี้ ในหลายปีที่พวกเขาอยู่ในไทยลีกในชื่อ บางกอกกล๊าส เอฟซี พวกเขาเป็นทีมที่ขึ้นชื่ออย่างมากเรื่องการเปลี่ยนโค้ชบ่อย พอทำผลงานได้ไม่ดีแค่ 2-3 เกมติดต่อกัน พวกเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนโค้ชแล้ว แล้วก็มักจะให้โค้ชจุ่นหรือโค้ชง้วนขึ้นมาคุมทีมแบบขัดตาทัพจนจบฤดูกาล โดยเฉพาะกับโค้ชจุ่นที่ต้องมาคุมทีมในระหว่างฤดูกาลถึง 4 ครั้ง คือในปี 2013, 2014, 2015 และ 2018 จนมักจะโดนล้อจากแฟนบอลทีมอื่นอยู่เสมอ ประมาณว่าถ้าโค้ชคนปัจจุบันทำผลงานได้ไม่ดีเมื่อไหร่ บีจีจะมีโค้ชจุ่นหรือโค้ชง้วนคอยสแตนด์บายรอรับช่วงต่ออยู่เสมอ ซึ่งการเปลี่ยนโค้ชบ่อยก็ส่งผลให้ผลงานหรือการพัฒนาของทีมขาดความต่อเนื่อง เพราะการเปลี่ยนโค้ชแต่ละครั้งก็เหมือนกับการเริ่มนับหนึ่งใหม่เสมอ เมื่อนักเตะปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็ส่งผลให้ผลงานในสนามแย่ไปด้วย และในปี 2018 พวกเขาใช้โค้ชไปถึง 3 คน เปลี่ยนบ่อยจนนักเตะจูนกับโค้ชไม่ติดจนทำให้ฟอร์มไม่คงเส้นคงวาและตกชั้นในที่สุด

การตกชั้นทำให้บีจีได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนโค้ชบ่อยๆไม่ใช่สิ่งที่ดีกับทีมเลย เมื่อเลือกโค้ชสักคนมาทำทีมแล้วก็ควรจะไว้ใจ ให้เวลา และสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งหลังจากนั้นในการทำงานกับโค้ชโอ่งบีจีได้สนับสนุนการทำทีมของโค้ชอย่างเต็มที่ ซื้อนักเตะฝีเท้าดีที่เข้ากับแผนการทำทีมของโค้ช รวมถึงการที่รีบแต่งตั้งโค้ชตั้งแต่เนิ่นๆทำให้โค้ชมีเวลาช่วงปรีซีซั่นอย่างเต็มที่ในการปรับจูนทีมและแก้ไขข้อผิดพลาดเพื่อให้พร้อมที่สุดก่อนที่จะเริ่มฤดูกาลใหม่ จนทำให้บีจีภายใต้การคุมทีมของโค้ชโอ่งเป็นยอดทีมของประเทศไทย ที่สามารถเก็บชัยชนะได้มากมายคว้าแชมป์ ที2 และแชมป์ไทยลีกได้ 2 ฤดูกาลติดต่อกัน ทั้งหมดนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างผู้บริหารสโมสรและโค้ชที่มีเป้าหมายและแนวทางการทำทีมที่ตรงกัน เดินหน้าไปในแนวทางเดียวกัน จนทำให้ทีมประสบความสำเร็จในที่สุด

ติดตามข่าวสารฟุตบอลไปกับกูรูคาเฟ่ คลิก 

ให้ฟุตบอลเป็นมากกว่ากีฬา
รับทีเด็ดแม่นๆ ส่งตรงจากคอลัมนิสต์ตัวจริง
แอดเลย @GURUCAFEV2